29 กรกฎาคม 2554

ทหารผี สงครามอินโดจีน

  
 ในสงครามเวียตนาม ผบ.ทหารเวียตนามเหนือได้ส่งใบปลิวนี้เพื่อเป็นคำเตือนต่อทหารเวียตนามเหนือ เองและฝ่ายพันธมิตรคือเวียตกงและเวียตมิน "ถ้าหากปะทะกับกองกำลังไม่ปรากฏฝ่ายให้พวกทหารพึงระลึกไว้ว่า
1.ถ้าปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้กับเราแล้วหยุดยิงเป็นระยะๆ และมีปืนใหญ่ยิงสนับสนุนมานั่นคือทหารอเมริกัน
2.ถ้าปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้กับเราแล้วหมอบหรือคลานต่ำนั่นคือทหารเวียตนามใต้
3.ถ้าปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้กับเราแล้วอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวนั่นคือทหารลาว

4.ถ้า ปะทะกับศัตรูที่ยิงต่อสู้กับเราแล้วไม่มีปืนใหญ่หรือนกยักษ์(เครื่อง บิน)มาสนับสนุน
ไม่รู้จักหยุดยิง ไม่รู้จักหมอบ ไม่รู้จักคลาน ไม่รู้จักถอย เอาแต่วิ่งเข้าใส่ บางรายยิงไม่ตาย บางรายยิงไม่เข้า จงระวังไว้นั่นคือ........ทหารไทย 

   
ณ ฐานที่มั่นทหารเสือพรานของไทยแห่งหนึ่งที่เวียตนามใต้(จำชื่อฐานไม่ได้) ทหารเวียตนามเหนือพยายามตีฐานนี้หลายสิบครั้งแต่ก็ไม่แตก จึงส่งกองพันกล้าตายที่ 21 ให้มาตีซึ่งเป็นกองพันเดียวของทหารเวียตนามเหนือที่ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อกอง กำลังใดๆทั้ง อเมริกันและเวีตนามใต้ และกองพันนี้ขึ้นชื่อที่สุดด้านความโหดร้ายและการทารุณเชลยโดยวิธีลูเรต (ใส่กระสุนหนึ่งนัดในลูกโม่แล้วผลัดกันยิง) จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่ว เช้าวันหนึ่งอากาศแจ่มใส ทหารเวียตานามเหนือกองพันกล้าตายที่ 21 จำนวน 600 นาย ได้เข้าตีฐานที่มั่นทหารไทยโดยทหารไทยมิได้ตั้งตัว ทหารไทยมีกำลังเพียง 150 นาย เห็นได้ชัดว่าถูกรุมแบบ 5 ต่อ 1 ปะทะกันนานกว่า 1 ชั่วโมงทหารเวียตนามเหนือแตกพ่ายไป ผลจากการสู้รบฝ่ายข้าศึกตาย 453 ศพและบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถหนีได้ 16 นาย ฝ่ายเราตายเพียง 1 ศพและบาดเจ็บเล็กน้อย 5 นาย การปะทะครั้งนี้เป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว จน ผบ.ทหารเวียตนามใต้และทหารอเมริกันประกาศทางวิทยุสดุดีวีรกรรมของทหารไทย ครั้งนี้ 1 อาทิตย์ต่อมาผู้บังคับกองพันกล้าตายที่ 21 ของเวียตนามยิงตัวตายในบังเกอร์เพื่อหนีความอับอาย ส่วนทางด้าน นายทหารเสือพรานไทยได้รับเหรียญกล้าหาญ 35 คน

เครื่องราชกกุธภัณฑ์


   กกุธภัณฑ์ หรือ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ตามรูปศัพท์แปลว่า เครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ กกุธภัณฑ์ เป็นคำภาษาบาลี มาจาก กกุธ แปลว่า เครื่องหมายความเป็นพระราชา + ภณฺฑ แปลว่า ของใช้; ระบุไว้ในอภิธานัปปทีปิกา คาถา ที่ 358 ว่า พระขรรค์ ฉัตร อุณหิส ฉลองพระบาท วาลวีชนี คือ มีฉัตรแทนธารพระกร
   กกุธภัณฑ์มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี จึงเป็นสิ่งที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เครื่องราชกกุธภัณฑ์ประกอบด้วย
   พระมหาเศวตฉัตร หรือ นพปฎลมหาเศวตฉัตร (นพ=เก้า ปฎล=ชั้น เศวต=สีขาว) เป็นฉัตรผ้าขาว 9 ชั้น มีระบาย 3 ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด และมียอด เป็นราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญที่สุด มีที่ใช้คือ ปักที่พระแท่นราชอาสน์ราชบัลลังก์ กางกั้นเหนือพระแท่นที่บรรทม ปักพระยานมาศ และแขวนกางกั้นพระโกศทรงพระบรมศพ เป็นต้น แต่โบราณมาไทยถือเศวตฉัตร เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เศวตฉัตร หมายถึง ความเป็นพระราชามหากษัตริย์ เช่นเดียว กับมงกุฎของชาวยุโรป
   ตามประเพณีของพราหมณ์แต่เดิม เป็นเศวตฉัตร 6 ชั้น อันหมายถึง สวรรค์ 6 ชั้น ตั้งแต่ชั้นจตุมหาราชิกาจนถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ความหมายของฉัตร 9 ชั้นที่ใช้ในปัจจุบันหมายถึง ผู้ที่ชนะทั้ง 8 ทิศ ชั้นล่างสุด หมายถึงพระมหากษัตริย์ที่จะต้องทรงแบกภาระอันใหญ่หลวงในการดูแลประชาชนทั้ง 8 ทิศ
   ปัจจุบัน มีพระมหาเศวตฉัตรแห่งรัชกาลปัจจุบัน อยู่จำนวน ๗ องค์ อันได้แก่ ๑. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท (ท้องพระโรงกลางเหนือพระที่นั่งพุดตานถม) ๒. พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (เหนือพระแท่นราชบัลลังก์ประดับมุก) ๓. พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน (เหนือพระแท่นราชบัลลังก์ เบื้องหน้าพระที่นั่งบุษบกมาลาฯ) ๔. พระที่นั่งไพศาลทักษิณ(เหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์) ๕. พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน (มี ๒ องค์ คือ เหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์) ๖. พระที่นั่งอนันตสมาคม (ท้องพระโรงกลางเหนือพระแท่นราชบัลลังก์)

   เครื่องประดับพระเศียรองค์แรก สร้างขึ้นในรัขกาลที่ 1 ในพุทธศักราช 2325 ทำด้วยทองคำลงยาบริสุทธิ์ ประดับเพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมพระกรรเจียกจอน สูง 51 ซ.ม. ถ้ารวมพระกรรเจียกจอนสูง 66 ซ.ม. มีน้ำหนักถึง 7.3 กิโลกรัม ที่ยอดประดับเพชรเม็ดใหญ่ ซึ่งรัชกาลที่ 4 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หามาจากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย มาประดับที่ยอดพระมหามงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนั้นว่า "พระมหาวิเชียรมณี"[
   พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นพระแสงศาสตราวุธประจำองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นหนึ่งในห้าของเบญจราชกกุธภัณฑ์ พระขรรค์หมายถึง พระสติปัญญาความรอบรู้ในการปกครองบ้านเมือง พระแสงองค์นี้มีประวัติอันเก่าแก่ เดิมตกจมอยู่ในทะเลสาบเขมร (Tonle sap) ที่เมืองเสียมราฐ (เสียมเรียบ) ประเทศกัมพูชา วันหนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ ชาวประมงได้ทอดแหแล้วเห็นพระขรรค์องค์นี้ ชาวประมงผู้นั้นจึงนำมาถวาย เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เจ้าเมืองเสียมราฐ และเจ้าเมืองเสียมราฐได้นำทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
   เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงกรุงเทพมหานคร ได้เกิดฟ้าผ่าในพระนครถึง ๗ แห่ง เช่นที่ ประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญ พระแสงองค์นี้ผ่านไป เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง
   พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นพระแสงศาสตราวุธที่สำคัญที่สุด ในพระราชพิธีที่สำคัญ ได้แก่ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก


   ธารพระกร อันเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ หรือเป็นไม้เท้าของพระมหากษัตริย์นั้น เดิมเรียกว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ เนื่องจากทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ หุ้มทอง หัวและส้นเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ใช้ในพระราชพิธีฉัตรมงคล

5.วาลวีชนี (พัดกับแส้จามรี)
   พัดวาลวิชนี และ พระแส้หางจามรี เป็นเครื่องใช้ประจำองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นหนึ่งในห้าของเบญจราชกกุธภัณฑ์
   พระแส้หางจามรีมีที่มาจากคำว่า "จามร" ซึ่งเป็นแส้ทำด้วยขนหางจามรี ส่วนวาลวิชนี เดิมนั้นคือพัดใบตาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า ชื่อ วาลวิชนี นั้น คำว่า"วาล" เป็นขนโคชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า "จามรี" จึงทรงทำแส้ขนจามรีขึ้น มีด้ามเป็นแก้ว ต่อมา ได้เปลี่ยนขนจามรีเป็นขนหางช้างเผือกแทน และใช้คู่กันกับพัดวาลวิชนี ซึ่งประดิษฐ์จากใบตาล ด้ามและลวดลายประกอบทำด้วยทองลงยา

   ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นสิ่งประจำองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นหนึ่งในห้าของเบญจราชกกุธภัณฑ์ หรือรองเท้าของพระมหากษัตริย์ ที่ทำมาจากเกือกแก้ว ซึ่งหมายถึง ผืนแผ่นดินอันเป็นที่รองรับของเขาพระสุเมรุ และเป็นที่อยู่อาศัยของ อาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้น ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ตามแบบประเพณีอินเดียโบราณ
   ในจดหมายเหตุบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 2 มีทั้งฉัตรและธารพระกร พระแสงขรรค์ พระแสงดาบ วาลวีชนี พระมหาพิชัยมงกุฎ และฉลองพระบาท รวมเป็น 7 สิ่ง
 อ้างอิง http://th.wikipedia.org/

28 กรกฎาคม 2554

ดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก

    
     ดาบน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครั้นเมื่อวันที่ 6 พ.ย. พ.ศ.2544 สมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินนำ นักเรียนนายร้อย จปร. มา ณ หมู่บ้านเหล็กน้ำพี้ เพื่อ ทอดพระเนตร บ่อพระแสง และ บ่อพระขรรค์ พร้อมทั้งทอดพระเนตร การสาธิตการหลอมเหล็กน้ำพี้ด้วยความสนพระทัยอย่างยิ่งและเนื่องในวโรกาศที่ สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ ในวันที่ 12 ส.ค. พ.ศ. 2535 โดยความเห็นชอบจากหลายฝ่าย จึงมีดำริจะสร้างดาบน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐานไว้ ทางจังหวัด จึงจัดซื้อ เหล็กน้ำพี้ทั้งหมด 557.8 กิโลกรัม ซึ่งใช้เวลา ถึง 6 เดือนในการรวบรวมนำไปหล่อดาบน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่โรงหล่อเหล็ก จังหวัดลำปาง การหล่อครั้งนี้ต้องทำซ้ำถึง 3 ครั้งจึงจะสำเร็จหลังจากนั้นจึงสร้างฝักดาบพร้อมด้ามไม้ประดู่ ฝังลวดลายมุก และหุ้มปลอกเงินสลักลาย การสร้างดาบน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงสิ้นสุด ลง โดยดาบมีความยาว 9.24 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 450 กิโลกรัม และทางจังหวัดได้จัด ขบวนแห่เชิญ มาจากจังหวัดเชียงใหม่จนมาถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ในระหว่างดำเนินการสร้างดาบ ได้ปรากฎอภินิหารน่าเหลือเชื่อ หลายครั้ง คือ
1.ในพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเหล็กน้ำพี้เพื่อขออนุญาตินำเหล็กน้ำพี้ไปสร้างดาบน้ำพี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่บ่อพระแสง ประธานในพิธีกำลังจุดเทียนบรวงสรวง ได้มีลมกรรโชกอย่างแรง โดยเทียนไม่ดับ ทั้งๆที่อยู่ในที่โล่ง
2. ในการหล่อดาบที่จังหวัดลำปาง ต้องกระทำถึง 3 ครั้ง ซ้อน โดยต้องทำพิธีบรวงสรวง และมีวงดนตรีพื้นเมือง ทางเหนือเรียกว่า “จ๊อย” บรรเลงขับกล่อมตลอดเวลาที่หล่อดาบ
3. การแห่เชิญดาบที่สร้างเสร็จเรียบร้อย จากจังหวัดเชียงใหม่มายัง จังหวัดอุตรดิตถ์ ปรากฎว่าช่วงก่อนหน้านั้น จังหวัดอุตรดิตถ์ มีฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน เป็นเวลา 7 วัน 7 คืนแต่เมื่อขบวนแห่เชิญดาบมาถึง ฝนได้หยุดตกทันที แล้วตอนใก้ลรุ่งคืนนั้น ฝนก็ได้เทลงมาเหมือนฟ้ารั่วอีกครั้ง
4. ในการแกะสลักลายไทย และลงอักขระตัวอักษรขอม บนดาบ ช่างสลักได้นั่งคร่อม ดาบ เพื่อแกะสลักลาย หลังจากนั้นเมื่อตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น ได้ปรากฎรอยแดงพาดบนหลัง เหมือนถูกเฆี่ยนแบบนักโทษ สมัยโบราณเมื่อช่างได้ทำการจุดธูปขอขมา แล้วรอยแดง ก็ค่อยๆ ยุบหายไปเองอย่างน่าอัศจรรย์ โดยไม่ต้องใช้ยารักษาแต่อย่างใด ดาบน้ำพี้ ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ตั้ง อยู่ที่ภายในอาคารบริเวณจวนผู้ว่า ถนน ประชานิมิตร และเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้
     บทความเพิ่มเติมโดยเจ้าของเว็บ Utdid.com อธิบายอีกครั้ง ดาบน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ อาคารหน้าศาลากลาง จังหวัดอุตรดิตถ์  ด้านข้างอนุเสวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก  ดาบเหล็กน้ำพี้นักท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่ทราบความเป็นมา กรุณาอย่าจับต้องดาบเหล็กน้ำพี้ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีหลายคนเจอของดีจนต้องกลับมาขอขมาทุกครั้งไป จึงต้องเตือนนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดไว้ เพราะคนในจังหวัดอุตรดิตถ์ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี  หากเผลอไปจับต้องโดยไม่เจตนาต้องรีบกราบขอขมาโดยทันที

อ้างอิง  http://www.utdid.com/

ธนบัตร500,000บาท



ภาพด้านหน้าพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงฉลองพระองค์ ลำลอง คู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระมาลา อัญเชิญตราอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. พิมพ์คู่กับตราอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. โดยมีภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพิธีสถาปนา สมเด็จพระบรมราชินี ณ พระที่นั่ง ไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระครุฑพ่าห์ และลาย ช่อกนก เป็นภาพประกอบ

ภาพด้านหลังพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และพระฉายา สาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และมีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งยังเป็นพระคู่หมั้น ภาพพระตำหนัก เปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชธิดา และพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

ลายน้ำ
พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว คู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และลายน้ำเลขไทย ๕๐๐๐๐๐ ซึ่งมีความโปร่งแสง เป็นพิเศษ มองเห็นได้ชัดเจนทั้งสองด้านเมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง

เส้นใย
ในเนื้อกระดาษฝังเส้นใยสีโลหะซ่อนไว้ตามแนวยืนของธนบัตร ภายในเส้นใยสี โลหะมีตัวอักษรไทยคำว่า "ทรงพระเจริญ" ขนาดเล็กเรียงเป็นระยะอยู่สองแถว สามารถอ่าน ได้ทั้งสองด้านเมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง และจะเห็นเรืองแสงเป็นสีเหลืองและ สีน้ำเงินภายใต้รังสี เหนือม่วง

ขนาด
กว้าง 126 มิลลิเมตร ยาว 205 มิลลิเมตร

สีกระดาษ
สีเหลืองอ่อน

ลักษณะพิเศษ
มุมบนขวาด้านหน้าของธนบัตร ผนึกฟอยล์สีทองพระบรมฉายาสาทิส-ลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซ้อนกับพระฉายาสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รอบฟอยล์สีทองมีแถวตัวเลขอารบิก "500000" ขนาดเล็กเรียงติดต่อกันอ่านได้ชัดเจนโดยใช้แว่นขยาย ทั้งหมดล้อมรอบด้วยลายเส้นโค้งสีส้ม สีน้ำตาลอ่อน สีเขียวอ่อน สีฟ้าและสีเหลือง มุมบนซ้ายด้านหน้า มีตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่บอกราคา "500000" พิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษ ถัดลงมามีคำว่า "รัฐบาลไทย" " ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" และ "ห้าแสนบาท" ใต้ลายน้ำมีลายเส้นอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในมีตัวเลขอารบิก "500000" ซ่อนไว้ ซึ่งมองเห็นได้เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง โดยมองผ่านจากมุมล่างซ้ายเข้าหากึ่งกลางของธนบัตรด้านบน

ลักษณะพิเศษที่ปรากฏภายใต้รังสีเหนือม่วง (แบล็กไลท์)
ในเนื้อกระดาษโรยเส้นใยเรืองแสงเป็นแถบตามแนวยืนของธนบัตร ซึ่งมองไม่เห็นด้วยแสงธรรมชาติ แต่จะเห็นเรืองแสงเป็นสีเหลืองและ สีน้ำเงินภายใต้รังสีเหนือม่วง

วันประกาศออกใช้
นำออกใช้ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2543